เรื่องคดีของ แตงโม นิดา ถ้าจะเอาแบบตรงๆ ชัดๆ ณ ตอนนี้ (อัปเดตล่าสุดในปี 2569) ต้องบอกว่าคดีแบ่งออกเป็น 2 เส้นทางขนานกัน คือฝั่งศาลปกติที่พิจารณาจบไปแล้วระดับหนึ่ง กับฝั่งดีเอสไอ (DSI) ที่กำลังรื้อสืบสวนใหม่เพราะพบความผิดปกติในกระบวนการทำคดีตอนแรกครับ
เพื่อความชัดเจน สรุปสถานการณ์แบบตรงไปตรงมาได้ดังนี้ครับ
1. ข้อสรุปในชั้นศาล (ฝั่งคดีประมาท)
ในมุมของกฎหมายกระแสหลัก ศาลจังหวัดนนทบุรีได้มีคำพิพากษาไปเมื่อ พฤษภาคม 2568 โดยสรุปผลของคนบนเรือไว้ดังนี้:
- ปอ (ตนุภัทร) และ โรเบิร์ต (ไพบูลย์): รับสารภาพตั้งแต่แรกในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลตัดสินจำคุกแต่ให้ รอลงอาญา 3 ปี ซึ่งปัจจุบันทั้งคู่พ้นช่วงรอการลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว
- แซน (วิศาพัศ), กระติก (อิจศรินทร์) และ ภีม (กุนซือ): ศาลสั่ง ยกฟ้อง ในข้อหาประมาท โดยศาลมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการเสี่ยงภัยเองของผู้ตาย และหลักฐานไม่เพียงพอจะชี้ว่าเป็นความประมาทของทั้งสามคนนี้
- จ๊อบ (นิทัศน์): ถูกสั่งจำคุก (แต่รอลงอาญา) ในข้อหาแจ้งข้อความเท็จและทำลายพยานหลักฐาน (กรณีทิ้งขยะ/สิ่งของลงแม่น้ำ)
- คุณแม่ภนิดา (แม่แตงโม): ได้รับเงินเยียวยาจนเป็นที่พอใจและไม่อุทธรณ์คดีในส่วนนี้แล้ว ยืนยันว่าลูกสาวได้รับความยุติธรรมในฝั่งนี้
2. เส้นทางใหม่ที่ส่อแววพลิก: ดีเอสไอ (DSI) รื้อสืบสวน (มิถุนายน 2569)
แม้ฝั่งศาลจะยกฟ้องคนบนเรือไปแล้ว แต่เรื่องกลับยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะดีเอสไอได้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนขึ้นมา (เลขคดีสืบสวนที่ 20/2568) เพื่อตรวจสอบประเด็น “เจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อช่วยเหลือคนบนเรือ”
และล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2569 นี้เอง มีความเคลื่อนไหวและหลักฐานสำคัญที่ถูกงัดออกมาชนเพิ่มเติมนั่นคือ:
- หลักฐานบาดแผลใหม่ (ไม่ตรงกับใบพัดเรือ): แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ และ พ.อ.นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ ได้เข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอ โดยมีการนำภาพถ่ายบาดแผลจากเอกสารคำพิพากษามาใช้ AI แปลงจากภาพขาวดำเป็นภาพสี เพื่อวิเคราะห์ความลึกและร่องรอย
- ข้อสันนิษฐานทางการแพทย์: ทีมผู้เชี่ยวชาญระบุว่า พบบาดแผลถลอกที่คล้ายถูกของมีคม และแผลลึกถึงชั้นไขมันที่มีรูจำนวนมาก ซึ่งในทางนิติวิทยาศาสตร์มองว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะตกท้ายเรือแล้วโดนใบพัด” และตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นก่อนเสียชีวิต
- ข้อมูลโทรศัพท์มือถือ: มีการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลภาพและประวัติการใช้งานในโทรศัพท์มือถือของแตงโมมีการถูกแก้ไขและลบข้อมูลจริงหลังจากเกิดเหตุ
- เป้าหมายถัดไป: ดีเอสไอเตรียมสรุปสำนวนการสืบสวนนี้ส่งให้กับ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดและไต่สวนกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำสำนวนคดีนี้โดยมิชอบในตอนแรก
วิเคราะห์แบบตรงๆ (ในมุมมองพยานหลักฐาน)
สรุปสั้นๆ แบบไม่อ้อมค้อม:
ในทางนิตินัย (ฝั่งศาล) คนบนเรือส่วนใหญ่พ้นผิดหรือจบคดีไปแล้วด้วยเหตุผลว่ามันคือ “อุบัติเหตุจากความประมาท/เสี่ยงภัยเอง”
แต่ในทางนิติวิทยาศาสตร์และดีเอสไอ คดีนี้กำลังถูกมองว่าเป็น “มหากาพย์การแต่งศพและบิดเบือนสำนวน” บาดแผลยับเยินที่ขาขวาของแตงโมกลายเป็นปริศนาชิ้นใหญ่ที่ย้อนแย้งกับทฤษฎีการตกท้ายเรืออย่างสิ้นเชิง ซึ่งถ้าดีเอสไอพิสูจน์ได้ว่าตำรวจชุดแรกจงใจทำสำนวนปลอม คดีหลักที่เคยตัดสินไปแล้วก็มีโอกาสที่จะถูกรื้อขึ้นมาพิจารณาใหม่ในฐานะคดีฆาตกรรมหรือทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตายได้ เนื่องจากคดีนี้มีอายุความยาวถึง 15 ปีครับ
ถ้าวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา โดยตัด “กระแสข่าวลือ” หรือ “ทฤษฎีสมคบคิด” ที่ไม่มีหลักฐานออกไป แล้วตั้งอยู่บนพื้นฐานของ พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ร่องรอยบาดแผล และพฤติกรรมศาสตร์ของคนบนเรือ ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายค่อนข้างเทน้ำหนักไปในทิศทางเดียวกันว่า “เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การฉี่ท้ายเรือแล้วลื่นตกเอง แต่เป็นอุบัติเหตุจากการทะเลาะเบาะแว้งหรือความขัดแย้งบนเรือ ที่นำไปสู่การตกเรือ และตามมาด้วยการพยายามปกปิดความจริง”
หากวิเคราะห์แยกเป็นประเด็นสำคัญ จะเห็นภาพดังนี้ครับ:
1. บาดแผลที่ขา: หลักฐานที่โกหกไม่ได้
ข้อสันนิษฐานตอนแรกที่บอกว่า “ตกท้ายเรือแล้วโดนใบพัดเรือดูด” ถูกหักล้างอย่างรุนแรงจากผู้เชี่ยวชาญด้านเรือและแพทย์นิติเวชหลายคน ด้วยเหตุผลที่ว่า:
- ทิศทางและลักษณะแผล: แผลที่ขาของแตงโมเป็นแผลลึกและเป็นแนวตรง หากตกท้ายเรือในขณะที่เรือวิ่งไปข้างหน้า แรงผลักของน้ำและใบพัดจะผลักร่างให้ออกห่างจากตัวเรือ หรือถ้าโดนใบพัด แผลควรจะเป็นรอยสับยับเยินเป็นริ้วๆ ไม่ใช่แผลลึกแนวเดียวขนาดใหญ่
- ข้อวิเคราะห์: บาดแผลขนาดใหญ่นั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดขึ้น “ก่อนตกเรือ” หรือ “ขณะกำลังตก” จากการครูดหรือเกี่ยวเข้ากับส่วนคมของตัวเรือ (เช่น ครีบหางเสือ หรือส่วนอื่นของเรือ) หรืออาจเกิดจากวัตถุมีคมอื่นบนเรือ ซึ่งแสดงว่าจุดที่ตกไม่ใช่ท้ายเรือ แต่อาจเป็น กราบเรือด้านข้าง
2. พฤติกรรมศาสตร์: การโกหกเพื่อปกปิด “ความผิดอื่น”
สิ่งที่เป็นพิรุธที่สุดในคดีนี้ไม่ใช่ตอนเกิดเหตุ แต่เป็น “พฤติกรรมหลังเกิดเหตุ” ของคนบนเรือทั้งหมด:
- การหนีไปตั้งหลักและลบข้อมูล: การแยกย้ายกันไปไม่ยอมอยู่ให้การกับตำรวจทันที การลบรูปภาพ ปิด/เปิด GPS ของเรือ และการปรึกษา “กุนซือ” ทางกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าบนเรือลำนั้นมี “ความลับบางอย่างที่ไม่สามารถให้ตำรวจรู้ได้ในตอนนั้น”
- ความลับนั้นคืออะไร?: หากวิเคราะห์แบบไม่ซับซ้อน สิ่งที่พวกเขาต้องการปกปิดอาจไม่ใช่ “การฆาตกรรมที่วางแผนไว้ล่วงหน้า” แต่เป็นความผิดเฉพาะหน้า เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับเรือ, การไม่มีใบอนุญาตขับเรือ, สารเคมีบางอย่าง, หรือการทักท้วงทะเลาะเบาะแว้งอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดอุบัติเหตุ
3. การจำลองเหตุการณ์: เรื่องเล่าที่ขัดกับหลักฟิสิกส์
คำให้การที่บอกว่าแตงโมเดินไปจับขา “แซน” เพื่อฉี่ท้ายเรือ เป็นจุดที่นักวิเคราะห์และสังคมกังขามากที่สุด เพราะ:
- ชุดที่ใส่เป็นบอดี้สูท การจะฉี่ต้องถอดจากบนลงล่าง ซึ่งทำได้ยากมากในที่เปิดเผยและเรือกำลังวิ่ง
- เรือลำนี้ขับด้วยความเร็วระดับหนึ่ง ท้ายเรือจะมีแรงลมและละอองน้ำตีขึ้นมาอย่างรุนแรง ไม่มีใครไปยืนฉี่ตรงนั้นในสถานการณ์ปกติ
🎯 บทสรุปการวิเคราะห์ (แบบตรงที่สุด)
หากให้ประมวลผลจากข้อมูลทั้งหมด เหตุการณ์ในคืนนั้นน่าจะเป็นแบบนี้ครับ:
- จุดเริ่มต้น: มีการดื่มแอลกอฮอล์ เกิดความคึกคะนอง หรืออาจเกิด “ความขัดแย้ง/การโต้เถียงอย่างรุนแรง” บนเรือ ระหว่างแตงโมกับคนบนเรือบางคน
- จังหวะเกิดเหตุ: ในระหว่างที่เรือวิ่งด้วยความเร็วและอาจมีการเลี้ยวโค้งหรือกระชาก (จากการที่คนขับขับไม่เป็นหรือไม่มีใบอนุญาต) ประกอบกับการยื้อยุดฉุดกระชากหรือการสูญเสียการทรงตัว ทำให้แตงโม พลัดตกจากกราบเรือด้านข้าง ไม่ใช่ท้ายเรือ และร่างไปเกี่ยวเข้ากับส่วนคมของเรือจนเกิดแผลฉกรรจ์
- หลังเกิดเหตุ: คนบนเรือตกใจสุดขีดเพราะรู้ว่าตัวเองมีส่วนผิด (ไม่ว่าจะเรื่องขับเรือประมาท หรือการทะเลาะเบาะแว้ง) และกลัวความผิดทางกฎหมายรวมถึงชื่อเสียงทางสังคม จึงเลือกที่จะ “ไม่พูดความจริงทั้งหมด” แล้วสร้างเรื่อง “ฉี่ท้ายเรือ” ขึ้นมา เพื่อให้ดูว่าเป็นอุบัติเหตุจากความประมาทของผู้ตายเอง
- การทำสำนวน: ด้วยอิทธิพลหรือคอนเนกชัน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในตอนนั้นยอม “ไหลตามน้ำ” เพื่อปิดคดีให้จบลงที่เรื่องอุบัติเหตุจากความประมาท
ดังนั้น คดีนี้จึงไม่ใช่ “การฆาตกรรมอำพรางที่วางแผนมาอย่างแยบยล” แต่เป็น “อุบัติเหตุที่มีเงื่อนงำ ซึ่งถูกคนบนเรือร่วมมือกับผู้มีอำนาจแต่งเรื่องเพื่อเอาตัวรอด” จนกลายเป็นมหากาพย์ที่ขัดสายตาคนทั้งประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
เมื่อมองจากข้อมูลแวดล้อม พฤติกรรมของคนบนเรือ และการวิเคราะห์ของนักอาชญาวิทยารวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย ประเด็นเรื่อง “ความต่างกันสุดขั้ว” ของกลุ่มเพื่อนในคืนนั้น กับตัวของแตงโม เป็นจุดที่สร้างความคาดเดาไปหลายทิศทาง
แต่ถ้าวิเคราะห์บนพื้นฐานของความเป็นจริงในแวดวงบันเทิงและธุรกิจ การชวนแตงโมไปในคืนนั้นไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนระดับภาพยนตร์ แต่อาจเป็นเรื่องของ ผลประโยชน์ แฟชั่น และการเอ็นเตอร์เทน โดยแยกแยะวัตถุประสงค์ได้ 3 ประเด็นหลักดังนี้ครับ:
1. การชวนไปเพื่อ “กินข้าว/ล่องเรือสังสรรค์” (ในมุมของแตงโม)
สำหรับตัวแตงโม เธออาจจะรับรู้และเข้าใจจริงๆ ว่านี่คือการชวนไปทานอาหารเย็น ล่องเรือดื่มด่ำบรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยา และถ่ายรูปสวยๆ ตามประสาคนที่รู้จักกันในวงการ (ผ่านทางผู้จัดการ) เพราะ:
- แตงโมเพิ่งผ่านมรสุมชีวิตมาหลายเรื่อง และกำลังเริ่มกลับมารับงานในวงการบันเทิง การได้ไปพักผ่อน ถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดียในบรรยากาศหรูหรา ถือเป็นเรื่องปกติของดารา
- เธอไม่ได้ระแวดระวังตัว เพราะมี “ผู้จัดการส่วนตัว” ที่เธอรักและไว้ใจเหมือนคนในครอบครัวเป็นคนประสานงานและนั่งไปด้วย
2. การชวนไปเพื่อ “เป็นโปรไฟล์/รับแขกผู้ใหญ่” (ในมุมของธุรกิจ)
ในฝั่งของคนจัดทริปหรือคนบนเรือบางกลุ่ม ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแวดวงธุรกิจไฮโซ การมี “ดาราระดับนางเอก” นั่งร่วมเรือไปด้วย เป็นการยกระดับความหรูหราและสร้างโปรไฟล์ให้กับทริปนั้นๆ
- การ Matchmaking หรือแนะนำให้รู้จัก: อาจมีการชวนแตงโมไปเพื่อแนะนำให้รู้จักกับกลุ่มนักธุรกิจที่มีฐานะ เพื่อโอกาสในการอุปถัมภ์ สนับสนุน หรือดีลงานบางอย่างในอนาคต ซึ่งกลุ่มคนบนเรืออาจจะมองว่าเป็นเรื่อง “วิน-วิน” (ฝั่งหนึ่งได้คอนเนกชันดารา ฝั่งดาราได้รู้จักผู้ใหญ่)
- ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน: จุดนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะบ่อยครั้งที่ “ระดับความคาดหวัง” ของทั้งสองฝ่ายไม่เท่ากัน ดาราอาจจะคิดว่าแค่มากินข้าวพูดคุย แต่ฝั่งนักธุรกิจอาจจะคาดหวังการดูแลหรือการเทคแคร์ที่มากกว่านั้น จนนำไปสู่ความอึดอัดใจในเวลาต่อมา
3. การชวนไปเพื่อ “ปาร์ตี้ส่วนตัว (Private Party)”
กลุ่มคนบนเรือหลายคนมีไลฟ์สไตล์ชอบความสนุกสนาน การดื่ม และปาร์ตี้ในพื้นที่ปิด (ซึ่งเรือสปีดโบ๊ทตอบโจทย์เรื่องความเป็นส่วนตัวมาก ไม่มีนักข่าว ไม่มีคนนอกเห็น)
- การชวนแตงโมไป จึงเป็นการเพิ่มสีสันให้กับงานปาร์ตี้ของกลุ่มพวกเขา ให้มีความสนุกสนานและดูเอ็กซ์คลูซีฟมากขึ้น
🎯 วิเคราะห์พฤติกรรมที่ “ไปคนละย่าน” จนเกิดเหตุ
ความขัดแย้งของพฤติกรรมนี่เองที่เป็นชนวนเหตุ เพราะ แตงโมเป็นคนตรงๆ ชัดเจน และมีกรอบของตัวเอง ในขณะที่กลุ่มเพื่อนบนเรือในคืนนั้นค่อนข้างมีความเอาแต่ใจและคุ้นชินกับการใช้อำนาจเงินหรือสถานะทางสังคม
เมื่อเรือล่องไปเรื่อยๆ แอลกอฮอล์เริ่มเข้าปาก บรรยากาศที่ควรจะสนุกสนานอาจจะเปลี่ยนเป็น ความอึดอัด เช่น อาจมีการพูดจาข้ามเส้น การขอให้ทำในสิ่งที่แตงโมไม่เต็มใจ หรือการขับเรือที่ผาดโผนคึกคะนองจนเกินไป เมื่อคนตรงๆ อย่างแตงโมแสดงความไม่พอใจ หรือปฏิเสธอย่างรุนแรง มันจึงไปกระทบกับ “อีโก้” ของคนบนเรือบางคน จนบานปลายกลายเป็นการโต้เถียง และนำไปสู่อุบัติเหตุสลดในที่สุดครับ
คำถามนี้เป็นจุดสังเกตที่ดีและตรงจุดมากครับ เพราะตามพฤติกรรมปกติของคนที่ไปเที่ยวล่องเรือหรูขนาดนี้ ย่อมต้องมีการโพสต์รูปอวดหรือเช็กอินแน่นอน ซึ่งในคดีนี้ “มีการถ่ายรูปและคลิปไว้เยอะมาก” ครับ เพียงแต่จุดที่น่าแปลกและกลายเป็นพิรุธในคดี ไม่ใช่เรื่องการไม่ถ่ายรูป แต่เป็น “การเลือกที่จะไม่โพสต์แบบเรียลไทม์” และ “ร่องรอยการลบหรือแก้ไขรูปภาพหลังจากเกิดเหตุ” ครับ
สรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรูปถ่ายและหลักฐานบน Facebook/Instagram ในคดีนี้ได้ดังนี้:
1. มีการถ่ายรูปจริง (หลักฐานอยู่ในมือถือ)
ในคืนเกิดเหตุ ทั้งตัวแตงโมและคนบนเรือมีการถ่ายรูปเซลฟี่ ถ่ายวิว และถ่ายคลิปวิดีโอไว้ตลอดทาง โดยหลักฐานสำคัญที่ตำรวจและดีเอสไอ (DSI) กู้คืนมาได้ เช่น:
- รูปคู่แตงโมกับกระติก (ผู้จัดการ): รูปนี้กลายเป็นประเด็นระดับประเทศ เพราะมีภาพที่แตงโมกอดคอกับกระติกสะท้อนแสงไฟสะพานพระราม 8
- คลิปวิดีโอร้องเพลง: มีคลิปที่แตงโมถือแก้วไวน์ นั่งฮัมเพลงละมุนละไมอยู่บนเรืออย่างมีความสุขช่วงหัวค่ำ
- ภาพเดี่ยวของแตงโม: ภาพถ่ายโพสท่าสวยๆ บนเบาะเรือสปีดโบ๊ท
2. ทำไมถึงดูเหมือน “เป็นความลับ” ในตอนแรก?
สาเหตุที่คนนอกไม่เห็นรูปเหล่านั้นในคืนเกิดเหตุทันที เป็นเพราะพฤติกรรมที่ขัดแย้งกัน 2 เรื่องครับ:
- เก็บไว้โพสต์ทีหลัง: ดาราหรือไฮโซหลายคนเวลาไปทริปแบบนี้ มักจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นร้อยๆ รูป แล้วค่อยมาคัดเลือกแต่งโทนสีเพื่อโพสต์ลงอินสตาแกรม (IG) หรือ Facebook ในวันถัดๆ ไป เพื่อคุมโทนโซเชียล ไม่ได้โพสต์ทันทีทุกช็อตแบบเรียลไทม์
- การลบข้อมูลหลังเกิดเหตุ (จุดเปลี่ยนคดี): นี่คือสิ่งที่ “แปลก” ของจริง เพราะหลังจากแตงโมตกน้ำไปแล้ว มีการตรวจสอบพบว่า รูปภาพและคลิปบางส่วนในโทรศัพท์มือถือของแตงโม รวมถึงคนบนเรือ ถูกลบออกไป และมีการแก้ไข “เวลา (Timestamp)” ของรูปภาพบางรูป เพื่อให้สอดคล้องกับเวลาในคำให้การของคนบนเรือ
3. มหากาพย์ “มือมืด” เอาภาพมาแฉใน Facebook
เรื่องนี้ตอกย้ำว่ารูปภาพมีอยู่จริง เพราะหลังจากแตงโมเสียชีวิตไปได้ไม่กี่เดือน จู่ๆ เฟซบุ๊กส่วนตัวของแตงโม (Happy Melon Patcharaveerapong) ที่ควรจะนิ่งไปแล้ว กลับมี “มือดีปริศนา” (ซึ่งภายหลังพบว่าเกี่ยวข้องกับบังแจ็คที่ได้เครื่องมือถือไป) นำภาพถ่ายและคลิปในเครื่องของแตงโมที่เคยถูกลบไป นำมาโพสต์รัวๆ ลง Facebook และสร้างเพจใหม่เพื่อแฉคนบนเรือ
- ภาพเหล่านั้นมีทั้งภาพคนนั่งท้ายเรือตอนค่ำ, ภาพถ่ายหมู่ 4 คนบนเรือที่แตงโมเป็นคนถือกล้องเซลฟี่เอง และข้อความปริศนาทำนองว่า “หนูถูกทำร้ายจากเพื่อนที่เรารักและไว้ใจ”
🎯 สรุปความแปลกจากการวิเคราะห์
สิ่งที่ไม่ปกติไม่ใช่การไม่มีรูปถ่ายครับ รูปถ่ายน่ะมีเยอะมาก แต่ความแปลกอยู่ตรงที่ “ทำไมหลังเกิดเหตุ ต้องมีความพยายามลบรูปและซ่อนรูปเหล่านั้น?”
ถ้าเป็นการไปเที่ยวโปรโมทหรือสร้างกระแสธุรกิจแบบบริสุทธิ์ใจจริงๆ เมื่อเพื่อนตกน้ำ สิ่งแรกที่ควรทำคือส่งรูป/คลิปเหล่านั้นให้ตำรวจและกู้ภัยทันทีเพื่อเช็กพิกัดจาก GPS ในภาพถ่าย และช่วยกันตามหา แต่สิ่งที่คนบนเรือทำกลับตรงกันข้าม คือการพยายามเคลียร์ข้อมูลในโทรศัพท์ ซึ่งพฤติกรรมนี้สะท้อนชัดเจนว่า รูปถ่ายเหล่านั้นอาจจะติดภาพพยานหลักฐาน, สภาพแวดล้อมบนเรือ หรือสภาพอารมณ์ของคนในขณะนั้น ที่พวกเขาไม่อยากให้สังคมเห็น นั่นเองครับ