• September 30, 2026

    การสมัครใช้งาน Cloudflare R2 สามารถทำได้ง่าย ๆ ผ่าน Cloudflare Dashboard โดย R2 เป็นบริการ Object Storage ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมการดาวน์โหลดข้อมูลออก (Zero Egress Fees) และมี Free Tier ให้ใช้งานฟรีทุกเดือน [1, 2, 3]

    ขั้นตอนการสมัครใช้งาน

    1. สมัครบัญชี Cloudflare: เข้าไปที่หน้า Cloudflare Sign Up เพื่อลงทะเบียนบัญชีใหม่ (หากมีบัญชีอยู่แล้วให้ Log In ได้เลย)
    2. เปิดระบบ R2 Subscription:
      • เมื่อเข้าสู่หน้า Dashboard แล้ว ให้ไปที่เมนู Storage & databases > R2 > Overview ที่แถบเมนูด้านซ้าย
      • คลิกปุ่มเปิดการใช้งาน (อาจมีการให้กรอกข้อมูลบัตรเครดิต/เดบิตเพื่อยืนยันตัวตนและการเรียกเก็บเงินในกรณีที่ใช้งานเกินโควตาฟรี แต่ระบบจะไม่ตัดเงินหากใช้ไม่เกิน Free Tier)
    3. สร้าง Bucket: เมื่อเปิดใช้งานแล้ว คุณสามารถคลิก Create bucket เพื่อตั้งชื่อและเริ่มอัปโหลดไฟล์ใช้งานได้ทันที

    โควตาใช้งานฟรี (Free Tier) ในทุก ๆ เดือน

    Cloudflare R2 ให้คุณเปิดใช้งานและทดลองใช้ฟรีในปริมาณที่ค่อนข้างสูง โดยรีเซ็ตโควตาใหม่ให้ทุกเดือนดังนี้:

    • พื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage): ฟรี 10 GB ต่อเดือน
    • Class A Operations (เขียน/แก้ไขข้อมูล เช่น Put, List): ฟรี 1 ล้านครั้ง ต่อเดือน
    • Class B Operations (อ่านข้อมูล เช่น Get): ฟรี 10 ล้านครั้ง ต่อเดือน

    หากใช้งานเกินกว่าโควตาฟรี ระบบจะคิดค่าบริการตามจริง (Pay-as-you-go) เช่น ค่าพื้นที่เก็บข้อมูลส่วนเกินเพียง $0.015 / GB / เดือน

    หากคุณสมัครเรียบร้อยแล้ว ต้องการให้ผมช่วยแนะนำ วิธีการเชื่อมต่อ R2 กับ WordPress, การสร้าง API Tokens (S3-compatible) หรือการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์เพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติมไหมครับ

    แผนบริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ที่ชื่อว่า Cloudflare R2 (S3-compatible object storage) ซึ่งเป็นบริการฝากไฟล์ รูปภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลต่างๆ ในลักษณะเดียวกับ AWS S3 แต่มีจุดเด่นสำคัญคือ ไม่มีค่าบริการในการดึงข้อมูลออก (Zero Egress Fees)

    มาดูรายละเอียดของแพ็กเกจฟรี (Free Tier / Included features) ที่คุณยกมาทีละข้อครับ:

    แปลและอธิบายทีละส่วน

    • R2 Storage: 10 GB/month ($0 / month)
      • แปล: พื้นที่จัดเก็บไฟล์ฟรี 10 กิกะไบต์ ต่อเดือน
    • Class A operations: 1 million/month
      • แปล: จำนวนครั้งในการเรียกใช้งานกลุ่ม A ฟรี 1 ล้านครั้งต่อเดือน
      • คำอธิบาย: การใช้งานกลุ่ม A มักเป็นการเขียนข้อมูลใหม่, การอัปโหลด, หรือการสร้าง/แก้ไข (เช่น คำสั่ง Write, List, Put, Post)
    • Class B operations: 10 million/month
      • แปล: จำนวนครั้งในการเรียกใช้งานกลุ่ม B ฟรี 10 ล้านครั้งต่อเดือน
      • คำอธิบาย: การใช้งานกลุ่ม B มักเป็นการอ่านข้อมูลหรือดึงไฟล์ไปใช้งาน (เช่น คำสั่ง Read, Get)
    • Overage rates (อัตราค่าบริการส่วนเกิน หากใช้เกินโควตาฟรี):
      • R2 Storage: $0.015 ต่อ GB (คิดตามการใช้งานจริงต่อเดือน)
      • Class A operations: $4.50 ต่อ 1 ล้านครั้ง
      • Class B operations: $0.36 ต่อ 1 ล้านครั้ง
    • Due today: $0/month
      • แปล: ยอดที่ต้องชำระวันนี้คือ $0 (เริ่มต้นใช้งานฟรี ยังไม่มีการเก็บค่าบริการพื้นฐาน) โดยระบบจะคิดเงินเพิ่มเฉพาะกรณีที่คุณใช้เกินโควตาฟรีที่กำหนดไว้ในแต่ละเดือนเท่านั้น

    สรุปความคุ้มค่า

    แพ็กเกจนี้เหมาะสำหรับนักพัฒนา โปรเจกต์ขนาดเล็ก เว็บไซต์ส่วนตัว หรือการทดลองใช้งาน เพราะ 10 GB แรกฟรี และจุดเด่นสูงสุดของ Cloudflare R2 คือ ไม่มีค่าใช้จ่ายแบนด์วิดท์ตอนดึงไฟล์ออก (Egress) ซึ่งต่างจากคลาวด์เจ้าอื่นที่มักจะคิดเงินแพงมากเวลาที่มีคนดาวน์โหลดไฟล์ออกไปครับ

    หน้าจอนี้คือขั้นตอน “สร้าง Bucket” (ที่เก็บข้อมูลหลัก) บน Cloudflare R2 หลังจากที่คุณสมัครและผูกบัตรเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับอัปโหลดไฟล์ครับ

    แต่ละช่องมีความหมายและควรตั้งค่าอย่างไร สรุปให้ดังนี้ครับ:

    1. Bucket name (ชื่อ Bucket)

    • ความหมาย: ตั้งชื่อถังเก็บไฟล์ของคุณ ซึ่งชื่อนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนได้อีกเมื่อสร้างแล้ว (Bucket name is permanent)
    • คำแนะนำ: ตั้งชื่อให้สื่อถึงโปรเจกต์ เช่น my-media-files หรือ virr-storage (ต้องเป็นตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลข หรือขีดกลาง - เท่านั้น และต้องไม่ซ้ำกับคนอื่นทั่วโลก)

    2. Location (ตำแหน่งที่เก็บข้อมูล)

    • ความหมาย: Cloudflare เลือกตำแหน่ง Asia Pacific ให้โดยอัตโนมัติ (ใกล้ประเทศไทยที่สุด ทำให้เวลาเรียกใช้งานไฟล์จะเร็วที่สุด)
    • คำแนะนำ: ปล่อยไว้ตามค่าเริ่มต้น (Automatic) ไม่ต้องเลือกอะไรเพิ่ม เว้นแต่คุณจะมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่บังคับว่าต้องเก็บในโซนเฉพาะ (เช่น สภาพยุโรปหรือสหรัฐฯ)

    3. Specify jurisdiction (กำหนดเขตอำนาจข้อมูล – Optional)

    • ความหมาย: ใช้สำหรับจำกัดให้ข้อมูลอยู่ในภูมิภาคหรือประเทศที่กฎหมายกำหนด (เช่น EU หรือ FedRAMP) เพื่อความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะ
    • คำแนะนำ: เว้นว่างไว้ ไม่ต้องเลือกครับ สำหรับการใช้งานทั่วไป

    4. Default Storage Class (ระดับการจัดเก็บข้อมูลเริ่มต้น)

    มีให้เลือก 2 แบบ:

    • Standard (แนะนำเลือกอันนี้): เหมาะสำหรับไฟล์ที่คุณหรือเว็บไซต์จะเรียกใช้งานบ่อยๆ (อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งขึ้นไป) เหมาะกับรูปภาพและไฟล์แนบในระบบทั่วไป
    • Infrequent Access: เหมาะกับไฟล์ที่นานๆ จะเปิดดูที (เก็บไว้นานๆ เปิดดูน้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง) ค่าจัดเก็บถูกกว่าแต่มีค่าดึงข้อมูลออกย่อยๆ เพิ่มเติม
    • คำแนะนำ: เลือก Standard ครับ เพราะครอบคลุมการใช้งานทั่วไปและอยู่ในโควตาฟรี 10 GB แรก

    สรุปสิ่งที่ต้องทำ: แค่ใส่ชื่อ Bucket name ที่ต้องการ แล้วกดปุ่มสร้าง (Create Bucket) ด้านล่างได้เลยครับ

    หน้าจอนี้คือ แดชบอร์ดหลักของ Bucket ชื่อ virr ที่คุณเพิ่งสร้างเสร็จครับ ใช้สำหรับจัดการไฟล์ทั้งหมดที่เก็บไว้ข้างใน

    📊 อธิบายส่วนประกอบสำคัญบนหน้าจอ

    • แถบเมนูด้านบน:
      • Objects: หน้าจอแสดงรายการไฟล์และโฟลเดอร์ทั้งหมดที่มีอยู่ใน Bucket ตอนนี้
      • Metrics: หน้าจอกราฟแสดงสถิติการใช้งาน เช่น ปริมาณข้อมูล, จำนวนครั้งที่มีการเรียกใช้งาน (Operations)
      • Settings: ตั้งค่าต่างๆ ของ Bucket เช่น การเปิด Public Access, การตั้งค่าคอร์ส (CORS), หรือการลบ Bucket
    • แถบสถานะด้านบนสุด (Summary Bar):
      • Default Storage Class: บอกระดับการจัดเก็บเริ่มต้น (ตั้งไว้เป็น Standard)
      • Public Access: สถานะการเข้าถึงจากภายนอก (ตอนนี้เป็น Disabled คือไฟล์ข้างในยังเป็นส่วนตัว คนอื่นเปิดดูตรงๆ ไม่ได้ ต้องผ่านโค้ดหรือ S3 API)
      • Bucket Size: ขนาดพื้นที่รวมที่ถูกใช้ไปตอนนี้ (ตอนนี้เป็น 0 B เพราะยังไม่ได้อัปโหลดไฟล์)
      • Class A / Class B Operations: ตัวนับจำนวนครั้งการเรียกใช้งาน API ในเดือนนี้

    🔘 ปุ่มสีน้ำเงินและปุ่มรีเฟรชคืออะไร?

    • ปุ่มน้ำเงิน + Add folder:
      • ใช้สำหรับ สร้างโฟลเดอร์ใหม่ ภายใน Bucket นี้ เพื่อจัดระเบียบแยกหมวดหมู่ไฟล์ (เช่น แยกโฟลเดอร์รูปภาพ, โฟลเดอร์เอกสาร PDF) เหมือนกับการสร้างโฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์ทั่วไปครับ
    • ปุ่มรีเฟรช (รูป ลูกศรวนลูป 🔄 ข้างๆ ปุ่ม Add folder):
      • ใช้สำหรับ รีเฟรชหน้าจอ (Refresh) เพื่อดึงข้อมูลรายชื่อไฟล์ล่าสุด มีประโยชน์ในกรณีที่คุณหรือโค้ดโปรแกรม (เช่น แอปพลิเคชัน PHP / LIFF ที่คุณเขียนเชื่อมไว้) มีการอัปโหลดไฟล์เข้ามาใหม่ แล้วอยากให้หน้าจอ Dashboard อัปเดตแสดงผลไฟล์ใหม่ทันทีโดยไม่ต้องกดรีเฟรชทั้งเว็บเบราว์เซอร์ครับ

    เข้า R2 แล้วกด Manage R2 API Tokens → Create API token ตรงไหน

    ปุ่ม Manage R2 API Tokens และ Create API token บนหน้า Cloudflare Dashboard จะอยู่ที่คอลัมน์ขวามือของหน้าหลัก R2 โดยคุณสามารถหาได้ตามขั้นตอนดังนี้ครับ:

    1. เมื่อกดเข้าเมนู R2 (หรือ Storage & Databases > R2) จากแถบเมนูด้านซ้ายแล้ว

    ระบบจะพาคุณมาที่หน้า Overview (หน้าที่แสดงรายชื่อ Bucket ทั้งหมดของคุณ)
    2. ให้มองไปที่ คอลัมน์ขวามือสุด ของหน้าจอ (ใต้หัวข้อ Account Details) คุณจะพบลิงก์หรือปุ่มที่เขียนว่า Manage R2 API Tokens
    3. เมื่อคลิกเข้ามาแล้ว ให้มองหาปุ่มสีฟ้าที่เขียนว่า Create API token ซึ่งจะอยู่บริเวณมุมบนขวาของหน้าต่างนั้นครับ


    💡 คำแนะนำเพิ่มเติมขณะสร้าง Token:

    • Permissions: สำหรับการใช้งานทั่วไปร่วมกับโปรแกรมอื่น เช่น Rclone หรือปลั๊กอินต่างๆ แนะนำให้เลือกสิทธิ์เป็น Admin Read & Write หรือ Object Read & Write ตามความเหมาะสมของงานครับ
    • จดบันทึกคีย์: หลังจากกดสร้างเสร็จ ระบบจะแสดงค่า Access Key ID และ Secret Access Key ออกมา ให้คัดลอกเก็บไว้ทันที เพราะระบบจะแสดงให้เห็นแค่ครั้งเดียวเท่านั้นครับ

    หากหาปุ่มไม่เจอหรือติดขัดในขั้นตอนการตั้งค่าสิทธิ์ (Permissions) สามารถบอกประเภทโปรแกรมที่จะนำไปเชื่อมต่อ เพื่อให้แนะนำอย่างละเอียดเพิ่มได้นะครับ!

    มีสองอันเลือกอันไหน

    คุณควรเลือกกดปุ่ม Create API token ในฝั่งของ Account API Tokens ครับ

    สาเหตุที่แนะนำและข้อแตกต่างของทั้งสองแบบ มีดังนี้ครับ:

    1. Account API Tokens (แนะนำสำหรับการใช้งานทั่วไปและระบบจริง)

    • กดตรงนี้: เพื่อสร้าง Token ที่ผูกกับบัญชี/องค์กร (Account) โดยตรง
    • คืออะไร: เป็น Token ที่จะทำงานได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน เหมาะสำหรับนำไปต่อเข้ากับระบบ โปรแกรม หรือบอทต่างๆ (เช่น ทำ Backup, อัปโหลดไฟล์ผ่านเว็บ, หรือเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน)
    • ข้อดี: ต่อให้ในอนาคตผู้ใช้งาน (User) ที่เป็นคนสร้าง Token นี้จะลาออกหรือถูกลบออกจากโปรกรุ๊ปขององค์กรไป Token ตัวนี้ก็จะไม่ดับ ระบบของคุณจะยังทำงานได้ตามปกติ

    2. User API Tokens

    • คืออะไร: เป็น Token ที่ผูกติดกับตัวบุคคล (User Account ของคุณ) โดยเฉพาะ
    • ข้อดี/ข้อจำกัด: เหมาะสำหรับใช้ทดสอบระบบเป็นการส่วนตัว (Development) หรือโปรเจกต์ส่งเดี่ยว เพราะถ้าวันหนึ่งคุณกดออกจากโปรเจกต์ หรือถูกลบชื่อออกจากทีม Token ตัวนี้จะใช้ไม่ได้ทันที ช่วยเรื่องความปลอดภัยไม่ให้สิทธิ์ติดตัวคุณไป

    สรุปสั้นๆ: ถ้าจะเอาไปตั้งค่าเชื่อมต่อให้แอปหรือโปรแกรมทำงานได้ยาวๆ แบบไม่มีปัญหาในอนาคต ให้เลือกฝั่ง Account API Tokens ได้เลยครับ

    เมื่อกดสร้างแล้ว คุณตั้งใจจะนำ R2 API Token นี้ไปเชื่อมต่อกับโปรแกรมหรือบริการไหนครับ (เช่น WordPress, Rclone, หรือเขียนโค้ดเอง)? ผมจะได้แนะนำวิธีตั้งค่าขั้นต่อไปให้ครับ


เวอไนน์ไอคอร์ส

ประหยัดเวลากว่า 100 เท่า!






เวอไนน์เว็บไซต์⚡️
สร้างเว็บไซต์ ดูแลเว็บไซต์

Categories

Uncategorized