ภายหลังการทำ IPO ของ SpaceX เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา ข้อมูลสัดส่วนการถือหุ้นของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) มีรายละเอียดดังนี้ครับ:
- สัดส่วนหุ้น (Equity Stake): อีลอน มัสก์ ถือหุ้นในบริษัทประมาณ 42%
- อำนาจการโหวต (Voting Control): แม้สัดส่วนหุ้นจะอยู่ที่ 42% แต่ด้วยโครงสร้างหุ้นแบบสองคลาส (Dual-class share structure) ซึ่งหุ้นที่อีลอน มัสก์ถืออยู่เป็นหุ้น Class B ที่มีสิทธิ์โหวตสูงกว่าปกติ ทำให้เขามีอำนาจในการควบคุมการตัดสินใจในบริษัท (Voting Control) สูงถึงประมาณ 82% – 85%
ประเด็นเพิ่มเติมที่น่าสนใจ:
- สถานะการ IPO: การเสนอขายหุ้นครั้งนี้ถือเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยระดมทุนได้ถึง 75 พันล้านดอลลาร์ และทำให้มูลค่าบริษัท (Market Cap) พุ่งสูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ในวันแรกที่ทำการซื้อขาย
- ผลกระทบต่อสินทรัพย์: ความสำเร็จในการ IPO ครั้งนี้ส่งผลให้มูลค่าการถือหุ้นของอีลอน มัสก์ ใน SpaceX เพียงบริษัทเดียวสูงกว่า 860,000 – 900,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินรวมแตะระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” (Trillionaire)
โครงสร้างนี้ทำให้อีลอน มัสก์ ยังคงสามารถบริหารจัดการทิศทางของ SpaceX ได้อย่างเบ็ดเสร็จแม้บริษัทจะกลายเป็นบริษัทมหาชนแล้วก็ตามครับ
ณ ข้อมูลตลาดหุ้นปิดทำการเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ภายหลังการ IPO ของ SpaceX ที่พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 7 ของโลก นี่คือรายชื่อบริษัทที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) สูงสุด 6 อันดับแรกครับ:
| อันดับ | บริษัท | อุตสาหกรรมหลัก |
| 1 | NVIDIA | เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน AI |
| 2 | Alphabet (Google) | บริการอินเทอร์เน็ต และ AI |
| 3 | Apple | อุปกรณ์เทคโนโลยี และบริการดิจิทัล |
| 4 | Microsoft | ซอฟต์แวร์, คลาวด์คอมพิวติ้ง และ AI |
| 5 | Amazon | อีคอมเมิร์ซ และคลาวด์คอมพิวติ้ง |
| 6 | TSMC | การผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก |
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจกลุ่มนี้
- กลุ่มเทคโนโลยีและ AI: จะสังเกตได้ว่า 5 อันดับแรก (รวมถึงอันดับ 6 อย่าง TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปให้รายใหญ่ทั้งหมด) ต่างเป็นบริษัทที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งสิ้นครับ
- ความแตกต่างจาก SpaceX: แม้ SpaceX จะก้าวเข้ามาติดกลุ่ม Top 10 ได้อย่างรวดเร็ว แต่ธุรกิจของ SpaceX มีลักษณะเฉพาะตัวที่ผสมผสานระหว่าง เทคโนโลยีอวกาศ (Aerospace), การขนส่งทางอวกาศ, และ โครงข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียม (Starlink) ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากกลุ่ม Tech Giant ด้านบนที่เน้นซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ทั่วไปเป็นหลักครับ
การที่ SpaceX ก้าวขึ้นมาถึงอันดับ 7 ในทันทีที่ IPO เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่านักลงทุนให้มูลค่ามหาศาลกับศักยภาพของอุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียมในอนาคตครับ
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากจีนอย่าง Alibaba, Tencent และ ByteDance ยังคงเป็นบริษัทที่มีอิทธิพลสูงมากในระดับโลก แต่หากพิจารณาจาก “มูลค่าตามราคาตลาด” (Market Cap) ในปัจจุบัน (มิถุนายน 2026) พวกเขายังห่างจาก Top 10 ของโลกอยู่พอสมควรครับ
สาเหตุหลักที่ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Top 10 ของโลก มีปัจจัยสำคัญหลายประการประกอบกันดังนี้ครับ:
1. โครงสร้างตลาดทุนและความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจ
- ระบบการเงิน: สหรัฐฯ มีระบบการเงินแบบ “เน้นตลาดทุนเป็นหลัก” (Direct Financing) ซึ่งให้น้ำหนักและมูลค่ากับบริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตแบบก้าวกระโดดผ่านตลาดหุ้นได้สูงมาก ในขณะที่จีนใช้ระบบ “เน้นธนาคารเป็นหลัก” (Bank-dominated) ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ของรัฐมีขนาดสินทรัพย์มหาศาล แต่มีมูลค่าหุ้นที่ไม่สูงเท่าบริษัท Tech ในสหรัฐฯ
- การระดมทุน: บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ มักจะได้รับเงินทุนมหาศาลและมีการประเมินมูลค่าผ่านตลาดหุ้น Nasdaq/NYSE ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าไปถือครองหุ้นได้ง่ายและผลักดันราคาได้รุนแรงกว่า
2. ปัจจัยด้านกฎระเบียบและการเมือง (Regulatory Environment)
- การกำกับดูแลภายใน: ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบเพื่อควบคุมอิทธิพลของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (เช่น การตรวจสอบ Ant Group ของ Alibaba หรือการจำกัดเวลาเล่นเกมของ Tencent) ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนในระยะหนึ่ง
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: ปัญหาความขัดแย้งทางการค้าและเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงแรงกดดันเรื่องการตรวจสอบบัญชีและการ delist หุ้นจีนออกจากตลาดสหรัฐฯ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นโดยตรง
3. ขอบเขตของตลาด (Geographic Scope)
- การขยายตัวในระดับสากล: บริษัทเทคโนโลยีระดับ Top 10 ของโลก เช่น Apple, Alphabet (Google), NVIDIA หรือ Microsoft มีรายได้จากการทำธุรกิจทั่วโลกในระดับที่สูงมากและต่อเนื่อง ในขณะที่รายได้หลักของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจีนบางส่วนยังคงพึ่งพาตลาดในประเทศหรือภูมิภาคใกล้เคียงเป็นหลัก แม้จะพยายามขยายตัวไปทั่วโลกแล้วก็ตาม (ยกเว้น ByteDance ที่มี TikTok ซึ่งเติบโตทั่วโลก แต่ก็ยังเผชิญกับแรงกดดันด้านการเมืองในหลายประเทศ)
4. มูลค่าตลาดในปัจจุบัน (ข้อมูลเปรียบเทียบ)
หากดูตัวเลขประมาณการในเดือนมิถุนายน 2026:
- Top 10 ของโลก: ส่วนใหญ่เป็นบริษัทสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ขึ้นไป (เช่น NVIDIA, Alphabet, Apple, Microsoft)
- Tencent: แม้จะเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในจีน (ประมาณ 600,000 – 700,000 ล้านดอลลาร์) ก็ยังอยู่อันดับถัดลงมาจากกลุ่ม Top 10
- Alibaba: มูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 270,000 – 300,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงปี 2020-2021 อย่างเห็นได้ชัด
สรุปคือ: แม้บริษัทจีนจะมี “ความแข็งแกร่งทางธุรกิจ” และนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยม แต่ในเชิง “มูลค่าหุ้น” พวกเขาถูกจำกัดด้วยปัจจัยด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ กฎระเบียบในประเทศ และโครงสร้างของตลาดทุนที่แตกต่างจากฝั่งตะวันตก