• November 11, 2022

    วิตามิน ดี…มีข้อดี แต่จำกัด

    หมอดื้อ

    ข้อมูลทั้งหมดนี้ มาจากการสัมภาษณ์ Dr JoAnn Manson ในวันที่ 12 ตุลาคม2022 ใน Medscape Neurology

    ท่านเป็นศาสตราจารย์ ทางอายุรศาสตร์ ที่ โรงเรียนแพทย์ Harvard and Brigham and Women’s Hospital และได้แถลงอธิบาย ผลของการวิจัยล่าสุด โดยเฉพาะที่เป็นการศึกษาทางคลินิกในแบบ randomized controlled trials ซึ่งเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในเรื่องของการเสริมวิตามินดี และสรุปข้อที่ควรประพฤติ ปฏิบัติ สำหรับในการแนะนำและรักษาทางคลินิกและสำหรับประชาชนทั่วไป

    ทั้งนี้ คุณหมอ เป็นผู้อำนวยการของโครงการศึกษาวิจัย ทางคลินิกที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ Vitamin D and Omega-3 trial (VITAL) โดย ได้ให้ข้อมูล ดังต่อไปนี้

    โดยชี้ว่า เป็นเวลานานมากแล้ว ที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าวิตามินดีนั้น เปรียบเสมือนเป็นยาหรือกระสุนวิเศษ ที่สามารถที่จะรักษาโรคหรือภาวะทางสุขภาพเจ็บป่วยเรื้อรังได้ ตั้งแต่ มะเร็ง โรคทางหัวใจและเส้นเลือด เบาหวาน กระดูกหัก สมองเสื่อม ไปจนกระทั่งถึง ภาวะหดหู่ซึมเศร้า

    ทั้งนี้ข้อมูลที่นำมาอ้างอิงเป็นหลักฐานนั้น นำมาจากการศึกษาและสังเกต (observational study) จากการที่คนจะมีความเสี่ยงต่อโรคหรือภาวะดังกล่าวลดลง ถ้ามีระดับของ 25 -hydroxy vitamin D สูง

    โดยแท้จริงแล้ว ข้อมูลทางระบาดวิทยานั้น แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเหตุ เป็นผลกัน ที่การขาดวิตามินดีจะทำให้เป็นโรคง่าย หรือการที่มีระดับวิตามินดี สูง หรือการเสริมเพิ่มขึ้นจะทำให้เป็นการต้านทานโรคหรือหายจากโรค

    ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูง อาจจะเป็น เพราะว่ากินอาหารสุขภาพเป็นหลัก หรืออาจจะอยู่นอกบ้าน ตากแดดเป็นประจำและอีกทั้ง ยังมีการออกกำลังเป็นประจำซึ่งทั้งหลายเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงต่อโรคลดลง

    เมื่อมีการศึกษาวิจัยและทดลองอย่างเป็นระบบมากขึ้น ที่เกี่ยวข้องกับวิตามินดี ปรากฏว่าข้อมูลที่เชื่อกันมาแต่แรกกลับ เป็นว่าวิตามินดีนั้น ไม่ได้ผลในภาวะของโรคหัวใจเส้นเลือด โรคมะเร็ง เบาหวาน สมองเสื่อม ภาวะหดหู่ซึมเศร้า และภาวะสุขภาพต่างๆ และที่สำคัญคือรวมถึงเรื่องกระดูกหัก

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลปัจจุบันเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า วิตามินดีนั้นไม่สำคัญต่อสุขภาพ เพียงแต่ว่ามนุษย์ต้องการ วิตามินดีในปริมาณน้อยถึงปานกลางเท่านั้น โดยที่วิตามินดี จะถูกควบคุมอัตโนมัติจากระบบในร่างกายอยู่แล้ว ดังนั้นปริมาณที่ไม่มากนี้ ก็เพียงพอแล้วต่อความต้องการ

    และเป็นที่มา ที่สถาบันแห่งชาติ ได้ให้คำแนะนำไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งสิ้น อาทิ National Academy of Medicine. US preventive services task force และอีกจากหลายองค์กร ทางวิชาชีพ

    ทั้งนี้ โดยที่ ข้อแนะนำที่สำคัญอีกประการ ก็คือ การที่ต้องตรวจคัดกรองทุกราย ถึงการขาดวิตามินดีนั้น รวมทั้งถึงการให้วิตามินดี เสริมแบบเหวี่ยงแห เป็นสิ่งที่ไม่ควรนำมาเป็นข้อบ่งชี้ในการปฏิบัติ

    ใน randomized trials ต่างๆ ของวิตามินดี รวมกระทั่งถึงการศึกษาในโครงการ VITAL ไม่ได้แสดงว่า วิตามินดีมีผลในการลดโรคหรือภาวะบกพร่องทางสุขภาพต่างๆ
    แต่มีอยู่สองสภาวะที่การให้วิตามินดีเสริมนั้นอาจมีประโยชน์หรือมีสัญญาณ (signal) นั่นก็คือ ในโรคที่มีภาวะภูมิคุ้มกันแปรปรวน ได้แก่ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคสะเก็ดเงิน พบว่าวิตามิน ดี นั้นทำให้ ลดความเสี่ยงได้ถึง 22% และลดการแพร่กระจายอย่างรุนแรงในสภาวะที่เป็นมะเร็งไปแล้ว ได้ 17%

    ทั้งนี้ในเรื่องของมะเร็ง ใช้วิตามินดีในขนาด 400 ถึง 800 หน่วยต่อวัน หรือ 2000 หน่วยต่อวัน ในโครงการ VITAL

    เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ปริมาณของวิตามินดีได้ขนาดน้อยก็เป็นที่เพียงพอแล้ว และในประชาชนที่สุขภาพดีอยู่แล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจวัดหาระดับของวิตามินดีหรือต้องใช้วิตามินเสริม

    ในส่วนของวิตามินดี ที่ช่วยลดโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันแปรปรวน โดยอาจจะมีบทบาทในการลดการอักเสบนั้น มีคำถามต่อกันมาว่า วิตามินดีจะมีประโยชน์หรือไม่ในการลดความรุนแรงเมื่อติดโควิด จนกระทั่งถึงต้องเข้าโรงพยาบาล และสามารถที่จะลดลองโควิดได้หรือไม่ ขณะนี้มีการศึกษาอีกโครงการเรียกว่า VIVID (vitamin D for Covid trial)
    โดยใช้วิตามินดีขนาดสูง คือ มากกว่า 3000 หน่วยต่อวัน และน่าจะได้ผลการศึกษาภายในสิ้นปีนี้ (2022) หรือต้นปีหน้า
    โดยในช่วงที่มีการระบาดของโควิดอย่างรุนแรงนั้น ผลของการใช้วิตามินดี ยังค่อนข้างกำกวมและสรุปผลไม่ได้แต่อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่ประพฤติ ปฏิบัติได้ ที่จะใช้วิตามินดีในขนาด 1000 ถึง 2000 หน่วย ต่อวัน อย่างน้อยก็ช่วยให้อุ่นใจขึ้น และนอกจากนั้น ปริมาณขนาดดังกล่าว ยังปลอดภัยซึ่งพิสูจน์แล้วจากโครงการ VITAL ว่าขนาด 2000 หน่วย ไม่มีอันตรายจากการติดตามนานกว่า 5.3 ปี

    กล่าวโดยสรุปวิตามินดีไม่ควรต้องใช้เสริม ยกเว้นแต่ ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงจริงๆ ซึ่งได้แก่
    1-คนสูงอายุที่อยู่ในสถานพักฟื้นคนชราซึ่งอาหารการกินไม่พอเพียง และไม่สามารถออกไปนอกบ้านถูกแสงแดดได้ และ
    2-ในกลุ่มคน ที่มีภาวะกระเพาะอาหารและลำไส้มีการดูดซึมผิดปกติ เช่นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง Crohn’s disease. Celiac disease คนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะ และ
    3-ในคนที่มีโรคกระดูกพรุนและต้องใช้ยาสำหรับโรคกระดูกพรุนอยู่แล้ว

    ในกลุ่มคนและผู้ป่วยเหล่านี้ การให้แคลเซี่ยมและวิตามินดี จะเป็นสิ่งที่จำเป็นและสมเหตุสมผล โดยไม่ได้ให้กับประชาชนทั่วไปทั้งหมด

    ในประชาชนทั่วไปนั้น สิ่งที่ต้องส่งเสริมอย่างยิ่ง คือ อาหารสุขภาพและแหล่งของวิตามินดียังรวมกระทั่ง ถึงปลามันๆและในเห็ดต่างๆ

    และจากนี้เป็นต้นไป น่าจะมีการติดฉลากที่อาหาร ที่บอกว่ามีปริมาณวิตามินดีเท่าไร เพื่อที่จะได้วิตามินดีจากอาหารแทน และต้องปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอในการอยู่นอกบ้าน ตากแดด ออกกำลัง

    แล้วต้องจำขึ้นใจให้ได้ว่าการใช้เสริมต่างๆ นั้น จะไม่มีทางทดแทนอาหารสุขภาพและสไตล์การดำเนินชีวิตและการออกกำลังอย่างผาสุกไปได้



เวอไนน์ไอคอร์ส




ประหยัดเวลากว่า 100 เท่า!



เวอไนน์เว็บไซต์⚡️
สร้างเว็บไซต์ ดูแลเว็บไซต์

Categories