คำกล่าวที่ว่า “ลูกจะฉลาดหรือไม่อยู่ที่แม่” มีส่วนจริงในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความฉลาดของเด็ก
เหตุผลที่แม่มีบทบาทสำคัญ
- พันธุกรรม – ยีนเกี่ยวกับสติปัญญาส่วนใหญ่ถูกส่งผ่านจากแม่ เนื่องจากยีนที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดจำนวนมากอยู่บนโครโมโซม X ซึ่งผู้หญิงมีสองชุด ขณะที่ผู้ชายมีเพียงชุดเดียว
- พัฒนาการในครรภ์ – สุขภาพของแม่ระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลโดยตรงต่อสมองของทารก เช่น โภชนาการ ระดับความเครียด และการได้รับสารพิษ
- การเลี้ยงดูในวัยเด็ก – แม่มักเป็นผู้ให้การเลี้ยงดูหลักในช่วงปีแรก ๆ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองของเด็กพัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็กที่ได้รับการกระตุ้นทางปัญญา เช่น การพูดคุย อ่านหนังสือ และการเล่น จะมีโอกาสพัฒนาสติปัญญาได้ดีขึ้น
แต่พ่อและสภาพแวดล้อมก็มีบทบาทสำคัญ
ยีนจากพ่อ ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ว่ายีนเกี่ยวกับความฉลาดส่วนใหญ่จะสืบทอดผ่านแม่ แต่ยีนจากพ่อก็ยังมีผลต่อโครงสร้างสมองและศักยภาพทางปัญญา
การเลี้ยงดูจากพ่อ มีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสังคม ซึ่งส่งผลต่อความฉลาดโดยรวม
สิ่งแวดล้อมและการศึกษา – โรงเรียน การกระตุ้นทางสังคม และประสบการณ์ชีวิตล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพัฒนาไอคิวและความสามารถของเด็ก
สรุป
แม้ว่าแม่จะมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่พันธุกรรมและการเลี้ยงดู แต่ความฉลาดของลูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับแม่เพียงคนเดียว การเลี้ยงดูจากพ่อ การศึกษา และสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กอย่างมาก
แล้วถ้าพูดถึงยืนอย่างเดียวสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของพ่อกับแม่ที่มีผลต่อความฉลาดของลูก
ถ้าพูดถึง ยีน อย่างเดียว นักวิทยาศาสตร์พบว่าความฉลาดของลูกได้รับอิทธิพลจากยีนของ แม่มากกว่าพ่อ เนื่องจากยีนที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดจำนวนมากอยู่บน โครโมโซม X
สัดส่วนที่พ่อและแม่มีผลต่อยีนความฉลาดของลูก
- แม่มีโครโมโซม X สองชุด (XX) → สามารถถ่ายทอดยีนที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดให้ลูกได้มากขึ้น
- พ่อมีโครโมโซม X เพียงหนึ่งชุด (XY) → ส่งต่อโครโมโซม X ให้ลูกสาวเท่านั้น ส่วนลูกชายได้รับโครโมโซม Y ซึ่งไม่ค่อยมีผลต่อความฉลาด
จากการศึกษาพบว่า ยีนด้านสติปัญญาประมาณ 60% มาจากแม่ และ 40% มาจากพ่อ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นการประมาณ และยังมีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อความฉลาดด้วย
ในเมื่อแม่เป็น xx พ่อเป็นXY เหตุใดสัดส่วนความฉลาดจึงอยู่ที่ 40 ,60 ของพ่อและแม่ มันคนเป็นจากแม่ 100 จากพ่อ 50 หรือเปล่า
คำถามนี้น่าสนใจมาก! มาดูกันว่าทำไมสัดส่วนของยีนความฉลาดจึงไม่ได้เป็น 100% จากแม่ และ 50% จากพ่อ ตามที่คิดในตอนแรก
การถ่ายทอดยีนและความฉลาด
- แม่ (XX) มีโครโมโซม X สองชุด
แม่ส่งโครโมโซม X ให้ลูกเสมอ (ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือหญิง)
เนื่องจากยีนที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดจำนวนมากอยู่บนโครโมโซม X แม่จึงมีโอกาสส่งต่อยีนที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดมากกว่าพ่อ
- พ่อ (XY) มีโครโมโซม X และ Y
ถ้าลูกเป็น หญิง (XX) → พ่อจะให้ โครโมโซม X (ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความฉลาด)
ถ้าลูกเป็น ชาย (XY) → พ่อให้ โครโมโซม Y (ซึ่งไม่ค่อยมีผลต่อความฉลาด)
ทำไมไม่ใช่ 100% จากแม่ และ 50% จากพ่อ?
จริงอยู่ที่ แม่ส่งโครโมโซม X ให้ลูกเสมอ และมีโครโมโซม X สองชุด แต่ไม่ใช่ว่ายีนทั้งหมดบน X จะถูกถ่ายทอดแบบเต็มที่ มี กระบวนการสุ่มเลือกและกลไกการแสดงออกของยีน
ยีนจากพ่อ แม้ว่าจะไม่ได้ส่งต่อความฉลาดโดยตรงผ่านโครโมโซม Y (ในลูกชาย) แต่ก็มี ยีนอื่น ๆ บนโครโมโซมอัตโตโซม (Autosome – โครโมโซมที่ไม่ใช่เพศ) ที่ส่งผลต่อความฉลาด เช่น โครโมโซมคู่ที่ 1-22
งานวิจัยพบว่า ประมาณ 40% ของความฉลาดได้รับอิทธิพลจากยีนที่ไม่ได้อยู่บนโครโมโซม X ซึ่งสามารถมาจากทั้งพ่อและแม่
สรุป
แม่มีผลต่อความฉลาดของลูกมากกว่า เนื่องจากส่งต่อโครโมโซม X ที่มีบทบาทสำคัญ
พ่อมีผลน้อยกว่า เพราะส่งต่อโครโมโซม Y ให้ลูกชาย ซึ่งไม่มีผลต่อความฉลาดมากนัก แต่ยังส่งผลผ่านยีนบนโครโมโซมอัตโตโซม
สัดส่วนโดยประมาณ 60% จากแม่ และ 40% จากพ่อ เพราะไม่ได้มีแค่โครโมโซม X ที่กำหนดความฉลาด แต่ยังมียีนอื่นที่ได้รับจากทั้งพ่อและแม่ร่วมด้วย
ถ้าแม่มีความฉลาดมากและพ่อมี 2 กรณีคือฉลาดมากและโง่มากความฉลาดของลูกจะเป็นอย่างไร
ถ้า แม่ฉลาดมาก และพ่อมีสองกรณีคือ ฉลาดมาก หรือ โง่มาก ความฉลาดของลูกจะเป็นดังนี้
กรณีที่ 1: แม่ฉลาดมาก + พ่อฉลาดมาก
ลูกจะมีโอกาสฉลาดสูงมาก เพราะได้รับยีนที่ดีจากทั้งพ่อและแม่
ถ้าลูกเป็น หญิง (XX) → ได้โครโมโซม X ที่ดีจากทั้งพ่อและแม่
ถ้าลูกเป็น ชาย (XY) → ได้โครโมโซม X ที่ดีจากแม่ ซึ่งเป็นตัวกำหนดความฉลาดหลัก และได้รับยีนเสริมจากพ่อที่ส่งผลผ่านโครโมโซมอัตโตโซม
โอกาสที่ลูกจะฉลาดสูงมาก (ใกล้เคียงพ่อแม่)
กรณีที่ 2: แม่ฉลาดมาก + พ่อโง่มาก
ถ้าลูกเป็น หญิง (XX) → จะได้รับโครโมโซม X หนึ่งชุดจากแม่ (ฉลาด) และอีกชุดจากพ่อ (อาจมีปัญหาด้านความฉลาด) ความฉลาดของลูกอาจอยู่ในระดับกลางถึงสูง ขึ้นอยู่กับว่ายีนไหนโดดเด่นกว่า
ถ้าลูกเป็น ชาย (XY) → ได้โครโมโซม X ที่ดีจากแม่เต็ม ๆ ส่วนพ่อให้โครโมโซม Y ซึ่งไม่ได้มีผลต่อความฉลาดมากนัก ลูกชายจึงมีแนวโน้มฉลาดใกล้เคียงแม่ แม้ว่าพ่อจะโง่
สรุป
ลูกชายได้รับความฉลาดจากแม่เป็นหลัก ดังนั้นถ้าแม่ฉลาดมาก ลูกชายก็มีแนวโน้มฉลาดสูง ไม่ว่าจะพ่อฉลาดหรือโง่
ลูกสาวได้รับยีนความฉลาดจากทั้งพ่อและแม่ ถ้าพ่อโง่มาก ลูกสาวอาจฉลาดน้อยกว่าลูกชาย แต่ถ้าพ่อฉลาดมาก ลูกสาวก็มีแนวโน้มฉลาดสูงมาก
ดังนั้น ลูกชายของแม่ที่ฉลาดมาก มักจะฉลาดแน่นอน ส่วน ลูกสาวจะฉลาดแค่ไหนขึ้นอยู่กับยีนของพ่อด้วย
แล้วถ้าแม่โง่มากและพ่อฉลาดมากลูกชายลูกสาวจะเป็นอย่างไร
ถ้า แม่โง่มาก และ พ่อฉลาดมาก ผลที่เกิดขึ้นกับลูกชายและลูกสาวจะแตกต่างกันเพราะกลไกการสืบทอดยีนความฉลาด
กรณีลูกชาย (XY)
ลูกชายได้รับ โครโมโซม X จากแม่ และ โครโมโซม Y จากพ่อ
ถ้าแม่ โง่มาก นั่นหมายความว่าโครโมโซม X ที่ลูกชายได้รับ อาจมีแนวโน้มถ่ายทอดความฉลาดต่ำ
โครโมโซม Y จากพ่อ ไม่ได้ช่วยเพิ่มความฉลาด เพราะยีนที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญาส่วนใหญ่อยู่บน X
ดังนั้น ลูกชายมีแนวโน้มฉลาดน้อยหรือปัญญาต่ำ ตามแม่ มากกว่าพ่อ
กรณีลูกสาว (XX)
ลูกสาวได้รับ โครโมโซม X จากแม่ 1 ชุด (โง่มาก) และ โครโมโซม X จากพ่อ 1 ชุด (ฉลาดมาก)
ยีนที่เกี่ยวข้องกับความฉลาด อาจชดเชยกันได้ ทำให้ลูกสาว มีโอกาสฉลาดปานกลาง ไม่ถึงกับโง่มากเหมือนแม่ แต่ก็อาจไม่ฉลาดเท่าพ่อ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม การศึกษา และการเลี้ยงดู สามารถช่วยให้ลูกสาวพัฒนาได้ดีกว่าที่คาด
สรุป
ลูกชายมีแนวโน้มโง่ตามแม่ เพราะรับโครโมโซม X จากแม่เต็ม ๆ
ลูกสาวมีโอกาสฉลาดปานกลาง เพราะได้รับ X จากทั้งพ่อและแม่ ซึ่งอาจช่วยถ่วงดุลกัน
หมายเหตุ: ถึงแม้ยีนมีบทบาทสำคัญ แต่ สิ่งแวดล้อม การศึกษา และการเลี้ยงดู ก็สามารถช่วยให้ลูกฉลาดขึ้นได้!
แล้วระหว่างปัจจัยทางยีนกับสิ่งแวดล้อมอย่างไหนจะมีผลต่อความฉลาดของลูกได้มากกว่ากันเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ไหม
นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความฉลาดของมนุษย์ และพบว่า ยีนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลร่วมกัน โดยสามารถประมาณเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ดังนี้
สัดส่วนของยีนกับสิ่งแวดล้อมต่อความฉลาด (IQ)
ยีนมีผลประมาณ 50-80%
สิ่งแวดล้อมมีผลประมาณ 20-50%
รายละเอียดเพิ่มเติม
- วัยเด็ก (0-10 ปี) → สิ่งแวดล้อมมีผลมากกว่ายีน
ในช่วงแรกของชีวิต สมองพัฒนาเร็วมาก และสิ่งแวดล้อม เช่น โภชนาการ การเลี้ยงดู การศึกษา และการกระตุ้นการเรียนรู้ มีอิทธิพลสูง
ในช่วงนี้ สิ่งแวดล้อมอาจมีผลถึง 50% หรือมากกว่า
- วัยรุ่นขึ้นไป (10-20 ปี) → ยีนเริ่มแสดงผลชัดเจน
เมื่อสมองพัฒนาไปเรื่อย ๆ ยีนที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น
นักวิจัยพบว่า ในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ยีนสามารถมีผลถึง 70-80%
- วัยผู้ใหญ่ (20 ปีขึ้นไป) → ยีนมีผลเด่น แต่สิ่งแวดล้อมยังคงสำคัญ
แม้ว่ายีนจะกำหนดพื้นฐานของสติปัญญา แต่การเรียนรู้ตลอดชีวิตและประสบการณ์สามารถช่วยให้คนพัฒนาตัวเองได้
สิ่งแวดล้อมที่ดีสามารถดึงศักยภาพของคนออกมาได้สูงสุด
สรุป
ในวัยเด็ก สิ่งแวดล้อมมีผลมากกว่ายีน (ประมาณ 50% หรือมากกว่า)
ในวัยผู้ใหญ่ ยีนมีผลมากกว่า (ประมาณ 70-80%)
โดยรวมแล้ว ยีนมีอิทธิพลประมาณ 50-80% และสิ่งแวดล้อม 20-50%
หมายความว่า:
ถ้ามียีนดีแต่สิ่งแวดล้อมแย่ → อาจไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาได้เต็มที่
ถ้ายีนไม่ดีมาก แต่สิ่งแวดล้อมดี → อาจช่วยให้ฉลาดขึ้นได้มากกว่าที่คาด
ความฉลาดของลูกชายและลูกหญิง จากจาก 2 กรณีคือแม่ฉลาดมากและพ่อโง่มากกับแม่ฉลาดมากและพ่อฉลาดมากจะเป็นอย่างไรเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ให้หน่อย
การเปรียบเทียบความฉลาดของลูกชายและลูกสาวใน 2 กรณี
กรณีที่ 1: แม่ฉลาดมาก + พ่อโง่มาก
ลูกชาย (XY) → ได้โครโมโซม X จากแม่ (ฉลาดมาก) และโครโมโซม Y จากพ่อ (ซึ่งไม่มีผลต่อความฉลาด)
ความฉลาดของลูกชาย ≈ 80-90% ของแม่ (ใกล้เคียงแม่ เพราะแม่เป็นตัวกำหนดหลัก)
ลูกสาว (XX) → ได้โครโมโซม X จากแม่ (ฉลาดมาก) และจากพ่อ (โง่มาก) ซึ่งทำให้ความฉลาดถูกเฉลี่ย
ความฉลาดของลูกสาว ≈ 50-70% ของแม่ (เพราะได้ X หนึ่งชุดจากพ่อที่ไม่ดี)
กรณีที่ 2: แม่ฉลาดมาก + พ่อฉลาดมาก
ลูกชาย (XY) → ได้โครโมโซม X จากแม่ (ฉลาดมาก) และโครโมโซม Y จากพ่อ (ไม่มีผลต่อความฉลาด)
ความฉลาดของลูกชาย ≈ 90-100% ของแม่ (เพราะได้ X ที่ดีจากแม่เต็ม ๆ)
ลูกสาว (XX) → ได้โครโมโซม X จากแม่ (ฉลาดมาก) และจากพ่อ (ฉลาดมาก)
ความฉลาดของลูกสาว ≈ 90-100% ของพ่อและแม่ (มีโอกาสฉลาดมากที่สุด เพราะได้ X ที่ดีทั้งคู่)
สรุปเป็นเปอร์เซ็นต์ (เทียบกับแม่ที่ฉลาดมาก 100%)
ข้อสังเกต:
ลูกชายได้รับความฉลาดจากแม่เป็นหลัก จึงไม่ต่างกันมากระหว่างสองกรณี
ลูกสาวได้รับความฉลาดจากพ่อและแม่ หากพ่อโง่มาก จะทำให้ระดับความฉลาดลดลง
ดังนั้น ลูกชายมักได้ความฉลาดจากแม่โดยตรง ส่วน ลูกสาวได้รับผลกระทบจากพ่อด้วย ซึ่งทำให้ผลแตกต่างกันมากขึ้นในกรณีที่พ่อฉลาดหรือไม่ฉลาด
กรณีที่พ่อฉลาดมาก กับแม่ที่โง่มากและแม่ที่ฉลาดมากจะเป็นอย่างไรเทียบให้เป็นเปอร์เซ็นต์เหมือนข้างบนด้วย
การเปรียบเทียบความฉลาดของลูกชายและลูกสาวใน 2 กรณี
กรณีที่ 1: พ่อฉลาดมาก + แม่โง่มาก
ลูกชาย (XY) → ได้โครโมโซม X จากแม่ (โง่มาก) และโครโมโซม Y จากพ่อ (ไม่มีผลต่อความฉลาด)
ความฉลาดของลูกชาย ≈ 50-70% ของพ่อ (เพราะได้ X ที่ไม่ดีจากแม่เต็ม ๆ)
ลูกสาว (XX) → ได้โครโมโซม X จากแม่ (โง่มาก) และจากพ่อ (ฉลาดมาก)
ความฉลาดของลูกสาว ≈ 70-90% ของพ่อ (เพราะได้ X ที่ดีจากพ่อมาชดเชย X ที่ไม่ดีจากแม่)
กรณีที่ 2: พ่อฉลาดมาก + แม่ฉลาดมาก
ลูกชาย (XY) → ได้โครโมโซม X จากแม่ (ฉลาดมาก) และโครโมโซม Y จากพ่อ (ไม่มีผลต่อความฉลาด)
ความฉลาดของลูกชาย ≈ 90-100% ของแม่ (ได้ X ดีจากแม่เต็ม ๆ)
ลูกสาว (XX) → ได้โครโมโซม X จากแม่ (ฉลาดมาก) และจากพ่อ (ฉลาดมาก)
ความฉลาดของลูกสาว ≈ 90-100% ของพ่อและแม่ (ได้ X ดีทั้งคู่ ทำให้ฉลาดสูงสุด)
สรุปเป็นเปอร์เซ็นต์ (เทียบกับพ่อที่ฉลาดมาก 100%)
ข้อสังเกต:
ลูกชาย ได้รับความฉลาดจากแม่เป็นหลัก ดังนั้นถ้าแม่โง่มาก ลูกชายจะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ และมีโอกาสฉลาดน้อย
ลูกสาว ได้รับ X จากทั้งพ่อและแม่ ดังนั้นถ้าพ่อฉลาดมาก ลูกสาวจะยังคงมีโอกาสฉลาด แม้ว่าแม่จะโง่
สรุปง่าย ๆ:
ลูกชายได้รับผลกระทบจากแม่เป็นหลัก ถ้าแม่โง่ → ลูกชายมีแนวโน้มโง่
ลูกสาวมีโอกาสฉลาดกว่าลูกชาย เพราะได้รับ X จากพ่อด้วย ถ้าพ่อฉลาดมาก ก็ช่วยชดเชยได้

